Search and share travel destinations and experiences in Thailand Sign up Log in
 
เพื่อนผมชวนไปสวนพฤกษ์ฯ (สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ) สวนพฤกษาศาสตร์บ้านร่มเกล้าพิษณุโลกในพระราชดำริ (Romklao Botanical Garden under the Royal Initiative จ.พิษณุโลก
    • Posts-1
    Paipasu •  December 30 , 2015

    สวัสดีครับ รีวิวนี้เกิดจากเพื่อนผมคนหนึ่ง ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แล้วคราวนี้กลับมาเมืองไทย เรียนชีวะด้านพืชครับ กลับมาไทยก็อยากมาหาที่ที่มีการรวบรวมพันธุ์พืชเพื่อไปถ่ายรูป มันบอกว่าจะได้กลับไปของบมาออกฟิลด์แบบจริงๆจังๆ ตอนแรกเพื่อนผมไปกันสองคน ชีวะทั้งคู่ ผมบอก “อยากไปด้วย ได้ยินชื่อมานานแล้ว หารีวิวก็ไม่ค่อยมี” มันก็บอกว่า “เอาเด้ ไปกันเยอะๆ สนุกดี” ก็เลยเกิดทริปนี้ขึ้นมาครับ ทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน (เดี๋ยวๆ ตกลงเพื่อนมันชวนผมหรือผมหรอยตามมันไปเองกันละเนี่ย) แต่ก่อนไปเพื่อนอีกคนไปไม่ได้ สรุปเหลือสองคน กลัวอะไรละครับวัยรุ่น!!! จัดไปเลยยยยยยย...

     

    (26/12/58) บ้านผมสองคนอยู่สุโขทัยครับ อำเภอสวรรคโลก จะไปสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าฯ ออกเส้นศรีนครจะใกล้สุด แต่พวกผมอยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อ้อมไปโน่นเลย พิษณุโลก ไปทำไมผมก็ไม่เข้าใจ ขับไปเรื่อยๆครับ ออกเดินทางกันตอนเที่ยง กินลมชมวิวสโลว์ไลฟ์กันสุดๆ มีแวะถ่ายรูปดอกไม้รายทางนิดหน่อย

     

    ขับตามกูเกิลแม็พไป มีหลงบ้างพอหอมปากหอมคอ แอ็พกระตุกบ้าง ไอ้คนขับมันไม่ยอมไปตามที่บอกบ้าง ผมบอกให้มันเลี้ยวขวา มันเห็นทางไม่ดีเป็นลูกลังเลยเลี้ยวซ้ายเฉยเลย  จะไม่ให้หลงได้ไงงงงงง แต่สักสี่โมงเย็นเราก็ถึงปากทางเข้าละครับ เห็นป้ายแล้วเลี้ยวซ้ายเลยยย...

     

    ขับขึ้นไปจนเจอป้ายนี้ แลนด์มาร์คของที่นี่ครับ ถ้าเจอป้ายนี้ให้เลี้ยวขวาขึ้นไปนะครับ มันจะเป็นทางราดซีเมนต์ ส่วน ด้านซ้ายจะเป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ ทางตันด้วย ผมเห็นหลงเลี้ยวซ้ายไปหลายคนอยู่ครับ

    สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าตั้งอยู่ในเขต ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2542 ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อพัฒนาสถานที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อที่ 1,385 ไร่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 750 - 1,280 เมตร ภูมิอากาศดีมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส

     

    ผ่านป้อมยามจะเจอป้ายแบบนี้ ซ้ายเป็นสำนักงานกับจุดชมวิวที่ 1 ขวาเป็นลานกางเต็นท์กับจุดชมวิวที่ 2 เป็นจุดเด็ดของที่นี่เค้าเรียกว่า “จุดชมวิวค้อเดียวดาย”

     

    ตรงนี้เป็นลานกางเต็นท์ครับ รองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 200 คน ทางขึ้นมาก็เลี้ยวขวาขึ้นมาจากเมื่อกี๊ครับ ทางค่อนข้างชันอยู่ พวกผมนี่รถดับมั่งล้อฟรีมั่ง หลายรอบอะ (มือใหม่ครับ) คนเค้าขำกันเต็มไปหมด 

     

    ที่สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้ามีเพื่อนของเพื่อนผมทำงานอยู่ครับ มานัดเจอกันที่ลานกางเต็นท์  (จริงๆเค้าให้รอแถวสำนักงาน แต่ผมหลงขึ้นมาข้างบน)  ตอนแรกผมนึกว่าเป็นผู้ชาย ที่ไหนได้เป็นผู้หญิง อย่างนี้นี่หญิงแกร่งชัดๆเลยนะเนี่ย อยู่ไกลซะขนาดนี้ ชายแดนเลย ได้ยินว่าแถวนี้เคยมีกรณีพิพาทกันอยู่ด้วย

     

    บริเวณลานกางเต็นท์มีร้านอาหารด้วยครับ แต่เอามาเองด้วยก็ดี เผื่อฉุกเฉิน เพราะวันสุดท้ายที่ผมไปแม่ครัวเค้าต้องลงไปทำกับข้าวให้นักศึกษาที่มาดูงาน เลยต้องปิดร้าน โชคดีที่พกอาหารมาเองด้วย ไม่งั้นได้กินหญ้ากินน้ำค้างกันไปแล้ววววว

     

    แม่สาวน้อยคนนี้ชื่อ “ซีอิ๊ว” ครับ เฟรนลี่สุดๆ วิ่งขึ้นเขาลงเขาทุกวัน ยอมเลยผมอะ

     

    ร้านอาหารที่ลานกางเต็นท์ครับ เป็นร้านอาหารตามสั่ง มีทั้งข้าว ส้มตำ ยำ สลัดฯ วันที่ผมไปมีเมนูเด็ด “ไก่หลาม” บ่องอย่างใหญ่ ใกล้จะเย็นแล้วด้วย เลยสั่งไว้ 1 กระบอก เอาไว้ไปกินตอนเย็น

     

    ระหว่างรอก็เดินขึ้นจุดชมวิว เลยลานกางเต็นท์ไปนิดหน่อย เป็นจุดชมวิวที่ดูได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก แต่วันที่ผมไป ฟ้าปิดสนิท ไม่มีแง้มให้เห็นแดดเลย โผล่ก็โผล่มาแว้บเดียว แล้วก็หายไป ซึ่งระหว่างทางที่เดินขึ้นไปจะเห็นหลุมบังเกอร์ เป็นร่องรอยสมรภูมิรบบ้านร่มเกล้า ในกรณีพิพาทพรมแดน ไทย-ลาว

    ข้อความบนป้าย “ช่วงพฤษภาคม 2530 – กุมภาพันธุ์ 2531 กรณีพิพาทเรื่องพรมแดนไทยลาว เกิดจากการที่ไทยและลาวถือแผนที่คนละฉบับ ลาวอ้างสิทธิเหนือดินแดนบริเวณบ้านร่มเกล้า และยกกำลังเข้ายึดครองบ้านร่มเกล้า และยึดเนิน 1428 ซึ่งเป็นเนินเขาที่มีระดับความสูงมากที่สุดในพื้นที่ เกิดการปะทะกับทหารพราน  3405 เกิดการสู้รบอย่างต่อเนื่อง มีการใช้กองกำลังทางอากาศ บินโจมตีทิ้งระเบิด สูญเสียทั้งกำลังและทรัพย์สิน ... ในที่สุดลาวได้ขอเจรจาหยุดยิงในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โดยให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากกันระยะทาง 3 กิโลเมตร การรบสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 ท่ามกลางความสูญเสียเป็นบทเรียนล้ำค่าของทั้งสองประเทศ”

     

    บนนี้เค้าเรียกว่าจุดชมวิวที่ 2 หรือ “จุดชมวิวค้อเดียวดาย”  ต้นมันคล้ายๆต้นตาลอะครับ ผมก็นึกว่าค้อกับตาลมันคือต้นเดียวกัน ได้ยินเพื่อนคุยกันว่าค้อ  ป้ายก็บอกว่าค้อ ผมก็คิดในใจ “ไหนวะค้อ เห็นแต่ต้นตาล” สรุปคือผมมั่วไปเองครับ ค้อเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน รับแรงต้านของลมได้ดี แถมเอาใบไปทำหลังคาได้ด้วย มีอายุยาวเป็นร้อยปี เป็นพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จุดชมวิวตรงนี้นี่มีต้นเดียวเลยครับ จุดชมวิวค้อเดียวดายจะสามารถเห็นวิวได้ทั้ง 2 ประเทศ  (ไทย-ลาว)  3 จังหวัด (พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เลย) และยังเห็นยอดดอยภูสอยดาวด้วย จริงๆทางไปก็ห่างกันสัก 20 กิโลเมตรเองครับ

     

    อยู่บนจุดชมวิวได้แป๊บหนึ่งเราก็ลงมากันละครับ มาเอาไก่หลาม และที่นี่ยังมีของเด็ดอีกอย่างหนึ่ง “แก่นตะวัน” อร่อยครับ คนขายบอกว่ากินได้เลย แต่ผมว่าปลอกเปลืองก่อนกินจะเวิร์คกว่า

     

    ซุ้มทางเข้าลานกางเต็นท์ครับ 

     

    มื้อเย็นครับ ผมมากินแถวบ้านพักเจ้าหน้าที่ หน้าบ้านพักเพื่อนที่ทำงานที่นี่อะครับ เป็นแคร่มีหลังคาที่ทำจากใบค้อ

     

    หลังจากกินข้าวเย็นจนอิ่มก็หาอะไรทำคร่าเวลา เล่นเกมการ์ดแบบนับเลข 555 สลาฟครับสลาฟ พอสัก 4 ทุ่มก็แยกย้ายกันไปนอน ผมนอนที่อาคารอเนกประสงค์แถวสำนักงานกัน เพราะมันใกล้โรงเรือนที่จัดแสดงพันธุ์ไม้ เพราะพรุ่งนี้เพื่อนผมมันต้องไปถ่ายรูปดอกไม้ (ค่ากางเต็นท์ ถ้าเอามาเองคืนละ 50 บาท แต่ถ้าเช่าที่นี่ 200 บาทครับ เต็นท์ใหญ่อยู่)

    • Posts-2
    Paipasu •  December 30 , 2015

    (27/12/58) ผมปลุกนาฬิกาไว้ 6 โมงเช้า นึกว่าตื่นมาจะเจอแสงอาทิตย์อ่อนๆ แต่ออกมาเจอฟ้ามืดตึบเฉยเลย

     

    ถึงจะไม่มีแดดไม่เป็นไรครับ เพื่อนผมมันให้ช่วยหามเต็นท์มาที่จุดชมวิวหน้าสำนักงาน จะมาถ่ายรูปโชว์คนอื่น งานผักชีชัดๆ 

     

    เบื้องหลังรูปเมื่อกี๊ครับ ตลกลงทุนสุดๆ คือผมต้องไปนั่งจับเต็นท์รอให้มันถ่าย เพราะลมพัดแรง เต็นท์จะปลิว ปลิวไปนี่ไม่รู้จะไปเก็บไงเลย ป่าทั้งนั้น 

     

    ถ่ายรูปเสร็จกลับมานั่งทำกับข้าวครับ อย่างหิวอะ ผมเปิดกูเกิลเซิชหาวิธีหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำด้วยเตาแก๊ส สบายเลยครับ อุปกรณ์พร้อม วัตถุดิบพร้อม ทำเสร็จออกมาได้ข้าวแฉะนอกดิบใน  อร่อยเลย 

     

    ภายในอาคารเอกประสงค์ก็จะมีป้ายบอกถึงประวัติความเป็นมาของโครงการในพระราชดำริ ความเป็นมาของสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าฯ พันธุ์สัตว์พันธุ์พืชต่างๆแบบพอสังเขป 

     

    หลังจากนั้นเพื่อนผมก็เริ่มบรรเลงถ่ายภาพดอกไม้ละครับ (ถ่ายดอกไม้แล้วมันจะพอยท์เท้าทำไมฟะ ลีลาเด็ดจริงๆ) ส่วนผมก็ถ่ายเก็บบรรยากาศรอบๆสวนพฤกษ์ฯไปเรื่อยๆ

     

    บรรยากาศโดยรวมในโรงเรือนจัดแสดงพันธุ์ไม้ครับ ผมก็เดินตามเพื่อนผมไป มันก็คอยอธิบายพันธุ์ไม้ต่างๆ จำได้มั่งไม่ได้มั่งแหละผมอะ ก็พยักหน้าเออ ออ ตามมันไป เยอะซะเหลือเกิน

     

    เลยโรงเรือนไปจะเป็นร้านสวัสดิการ มีของที่ระลึก แล้วก็มีขนมกับอาหารขายเหมือนกัน 

     

    มีต้นไม้ขายด้วยครับ

     

    ที่นี่จะมีรถมาขายอาหารกับของสดด้วยครับ น่าจะมีทุกวันจันทร์-ศุกร์ (หรือเปล่า...ไม่แน่ใจ)

     

    รถที่จะมาที่สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าจะมีวันเว้นวันครับ ต้องมารอขึ้นช่วง10.30 ที่ตลาดสดป่าแดงมีแค่วันละ1เที่ยวด้วย 

     

    รถอีแต๊กครับ ยานพาหนะของที่นี่ รูปร่างต่างจากอีหอบบ้านผมนิดหน่อย แต่น่าจะใช้เครื่องเดียวกัน

     

    แล้วเราก็ไปไร่สตอเบอร์รี่ต่อ ทางไปเลยสำนักงานไปครับ เจอป้ายว่า “บ้านพักเจ้าหน้าที่” ก็เลี้ยวซ้ายลงไปเลย 

     

    ถึงละครับไร่สตอเบอรี่ เป็นการปลูกแบบไหล เพื่อนผมมันก็ลงมือเก็บภาพดอกไม้ของมันต่อไป

     

    ภาพนี้นี่คือมันใช้ให้ผมมาบังแดดให้หน่อย ดอกไม้โดนแสงแล้วเป็นเงา มันไม่ชอบ (สรุปเอาตูมาบังแดดใช่ไหมเนี่ยยยย)

     

    ถ่ายรูปเสร็จเราก็กลับมาที่สำนักงานต่อ เพราะจะไปเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ “ป่าต้นน้ำและระบบนิเวศป่าผสมผลัดใบ” 

     

    บรรยากาศและลักษณะเส้นทางครับ เดินกันไปหยุดถ่ายรูปไป

     

    ระหว่างทางก็จะมีป้ายเป็นฐานความรู้เรื่อยๆ

     

    เพลินครับ อากาศเย็น แต่ยุงเยอะอยู่ ถ้าใครจะมาเดินเส้นทางนี้เอาซอฟเฟลมาด้วยนะครับ

     

    เดินไปสักพักมันจะมีสะพาน เค้าใช้กาบมะพร้าวมาทำเป็นหัวราวสะพาน พวกผมก็นึกว่างู เกือบจะกรี๊ดลั่นป่ากันอยู่ละ อย่างกับงูกำลังแผ่แม่เบี้ย

     

    พอออกจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาได้ก็เที่ยงละครับ พวกผมเลยชวนเพื่อนที่สวนพฤกษ์ฯไปบ้านม้ง วันนี้วันอาทิตย์ เพื่อนหยุดงานพอดี ทางไปบ้านม้งก็ทางเดียวกับที่เราเลี้ยวซ้ายเข้ามาตอนแรกแหละครับ แต่เราต้องตรงไป

     

    ไปขับรถเล่นดูวิว ดูบรรยากาศแล้วแวะกินข้าวกลางวัน

     

    แล้วก็กลับมานั่งเล่นแถวบันพักเจ้าหน้าที่ มาเล่นกับน้องซีอิ๊ว ^^

     

    ย้อนวัยกันซะหน่อย เล่นเกมเศรษฐีกัน

     

    อันนี้เป็นสตอเบอรี่ที่เจ้าหน้าที่เค้าปลูกไว้ครับ

     

    สัก 5 โมงเย็นเห็นพระอาทิตย์เริ่มโผล่ เราเลยขับรถขึ้นไปจุดชมวิวกัน แต่พอไปถึงปรากฏว่าฟ้าปิดเหมือนเดิม T T

     

    พอหกโมงก็ลงไปลานกางเต็นท์กันละครับ หิวข้าว ในภาพเป็นป้ายบริเวณจุดกางเต็นท์ครับผม “ @Romklao” แลนด์มาร์คของที่นี่อีกที่หนึ่งเลยครับ

     

    จัดหนักเลยวันนี้ อาหารรสชาติเด็ดมาก โดยเฉพะยำ หอมมะนาวสุดๆ ส้มตำปลาร้า ปลาร้าก็หอมมากกกก

     

    แล้วก็ลงมาเล่นเกมการ์ดกันต่อที่เดิม พอสามทุ่มครึ่งก็แยกย้ายกันไปนอน แอบหวังว่าพรุ่งนี้เช้าฟ้าจะเปิดให้สักหน่อย

    • Posts-3
    Paipasu •  December 30 , 2015

    (28/12/58) หกโมงเช้าผมตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปจุดชมวิวข้างบน ฟ้าน่ะเปิดนะครับ แต่มีเมฆก่อนเบ่อเริ่มลอยตรงทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี เจ๋งจริงๆงานนี้

     

    ไม่มีแดดแต่ก็ยังมีทะเลหมอกให้เห็นอยู่ ชื่นใจละครับ พูดแล้วน้ำตาจะไหล T T รูปขวาบนนั่นแหละครับ มองไปจะเป็นภูสอยดาว

     

    “พระเอก...มาแล้ว!!!” (เสียงแบบมาสไรเดอร์เดนโอ) มาซะทีนะพระอาทิตย์ แต่มาแบบมีเมฆขมุกขมัวตามมาด้วย นี่ผมมาผิดฤดูกันใช่ไหมเนี่ยยยยย

     

    ถือว่ามาครับ ยังมีแสงให้ได้ภาพสวยๆอยู่

     

    ถ่ายรูปจนหนำใจก็ลงไปทำกับข้าวกินกันละครับ วันนี้แม่ครัวปิดครัว เพราะต้องไปรับนักศึกษาที่มาดูงาน  มื้อนี้ต้มมาม่าครับ ขี้เกียจกินข้าวแฉะนอกดิบในอีก ตอนกำลังกินกันอยู่  ก็มีเพื่อนใหม่มากินด้วยครับ หน้าตาจิ้มลิ้มเชียว ^^

     

    หลังจากนั้นก็ไปถ่ายรูปในโรงเรือนต่อครับ วันนี้แดดออก น่าจะโอเคอยู่ ผมเลยถือโอกาสเก็บรายละเอียดบรรยากาศในสวนพฤกษศาสตร์ฯ ซะเลย ที่แรกครับ “โรงเรือนอนุรักษ์พันธุ์ไม้” (ผมไม่ค่อยรู้เรื่องต้นไม้นะครับ ได้แต่ถ่ายรูปมาเฉยๆ)

     

    ถัดจากโรงเรือนอนุรักษ์พันธุ์ไม้ก็เป็น “โรงเรือนจัดแสดงกล้วยไม้” กล้วยไม้เยอะแยะเลยครับ  ถ้าแม่ผมมานี่คงกรี๊ดดดดดด...เป็นลมแน่นอน ตื่นเต้น ดีใจจัด แม่ผมแกชอบกล้วยไม้ครับ 

     

    โรงเรือนจัดแสดงกล้วยไม้จะมีทางเชื่อมไป “โรงเรือนจัดแสดงเฟิร์น” 

     

    ถัดมาก็เป็น “โรงเรือนรวบรวมพันธุกรรมพืช” 

     

    มีห้องปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ด้วย

     

    บรรยากาศข้างในโรงเรือนรวบรวมพันธุกรรมพืชครับ 

     

    เหล่าคนชอบต้นไม้น่าจะชอบนะเนี่ย บรรยากาศแบบนี้อะ

     

    ดอกไม้ที่อยู่ในโรงเรือนรวบรวมพันธุกรรมพืชครับ

     

    ดอกสร้อยสยามครับ ที่นี่เค้าปลูกเต็มไปหมดเลย เพื่อนผมบอกว่า “นี่อะไฮไลท์เลย เป็นพันธุ์ไม้ที่ค้นพบใหม่”

     

    แล้วก็ขับรถขึ้นไปจุดกางเต็นท์ข้างบนใหม่ (ขับขึ้นขับลงมันอยู่นั่นแหละครับ) เพื่อจะไปเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกเส้นหนึ่ง

     

    ดอกกระดาษครับ อยู่หน้าทางเข้าจุดกางเต็นท์เลย

     

    ดูความพยายามของเพื่อนผม มันบอกว่า “มุมสวยๆมันอยู่ที่เสาอยู่พอดี”

     

    แล้วก็ไปเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ “ไม้ดอกหอมและร่องรอยประวัติศาสตร์สมรภูมิรบบ้านร่มเกล้า” ทางเข้าอยู่หลังร้านอาหารครับ เดินถ่ายรูปไปเรื่อย เพื่อนมันก็คอยอธิบายไปด้วย 

     

    ต้นไม้กวาดครับผม

     

    หลังจากนั้นก็ลงไปเก็บรายละเอียดที่โรงเรือนข้างล่างต่อ เพราะวันนี้เราจะกลับบ้านกันละ

     

    แถวสำนักงานยังมีอีกจุดหนึ่งที่หน้าสนใจคือ “แปลงรวบรวมพันธุ์กุหลาบ” (ฟ้าครึ้มมาอีกแล้ว) 

     

    ใกล้ๆกันจะเป็นแปลงแมกโนเลียแล้วก็ไร่องุ่นครับ 

     

    เราก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ เพื่อนผมก็ถ่ายรูปดอกไม้ไป ผมก็คอยเก็บภาพบรรยากาศกับลีลาการถ่ายรูปของมันไป

     

    ฟ้าฝนมาขนาดนี้ยังไม่รีบกลับกันเลยยยยยยยยย

     

    ถ่ายรูปจนพอใจกันแล้ว สักบ่ายโมงก็ไปลาเพื่อนกันก่อน แล้วก็เดินทางกลับบ้านกันละครับผมมมม ^^

     

    การเดินทางไปสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริสามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ

    เส้นทางที่ 1 : (อ.เมืองพิษณุโลก– อ.วัดโบสถ์ – อ.ชาติตระการ) ระยะทางทั้งหมดประมาณ 171 กิโลเมตร เดินทางจาก อ. เมือง จ.พิษณุโลก ใช้เส้นทาง 11จากนั้นกลับรถใช้เส้นทาง 1296 หน่วยบริการประชาชนบ้านท่างาม อ.วัดโบสถ์ ตรงไปแล้วเลี้ยว ขวาทางแยกหน่วยบริการประชาชนบ้านโป่งแค เส้นทาง 1143 ถึง อ.ชาติตระการจากนั้นใช้เส้นทาง 1237 ผ่านตำบลบ่อภาคประมาณ 80 กิโลเมตรถึงสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ

    เส้นทางที่ 2 : (อ.เมืองพิษณุโลก– อ.วังทอง– อ.นครไทย) – อ.ชาติตระการ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 197 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสาย 12 พิษณุโลก-หล่มสัก เมื่อถึงสามแยกบ้านแยงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง 2013 ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ อ.นครไทย ประมาณ 29 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง 1143อ.ชาติตระการ จากนั้นใช้เส้นทาง  1237 ผ่านตำบลบ่อภาคประมาณ  80 กิโลเมตร ถึงสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ

    รถประจำทาง จะมีวันเว้นวัน ต้องมารอขึ้นช่วง10.30 ที่ตลาดสดป่าแดง วันละ1เที่ยว

    สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ ตู้ ปณ. 7 ต. บ่อภาค อ. ชาติตระการ จ.พิษณุโลก 65170   หมายเลขโทรศัพท์ 0-5531-6713-5,08-1287-4994

    E-mail : Romklaobg@yahoo.com

    Facebook : https://www.facebook.com/romklaobg  

    Website : www.qsbg.org

    • Posts-4
    Paipasu •  December 30 , 2015

     

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

    สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ กับสโลแกน “ห่มหมอก กอดหนาว ดูดาวบนภู” บอกได้เลยครับว่าควรจะมาโดนกันสักครั้งหนึ่ง ขนาดวันที่ผมไปฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจ ผมว่ายังสวยเลย บรรยากาศดี เจ้าหน้าที่เป็นกันเองทุกคน ต้นไม้ ดอกไม้ เหล่าแมลงรายล้อม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของไทย และยังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้เราเรียนรู้อีกด้วย แต่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างนี้จะอยู่กับเราไปได้อีกนานก็ด้วยนักท่องเที่ยวอย่างเราต้องช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่ฉกฉวยอะไรออกไป ดังประโยคที่เราคุ้นๆกันว่า “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากภาพถ่าย” แค่นี้เราก็จะมีธรรมชาติที่สวยงามไว้ให้คนรุ่นต่อไปแล้วละครับ^^ ขอบคุณครับผมมมมมมมม...

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@